อำเภอจินจ้าย อันฮุย พลิกของดีจากป่าสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง


เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมผงสปอร์เห็ดหลินจือ (ภาพ: ฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำอำเภอจินจ้าย)
หกโมงเช้า ณ ฐานเพาะปลูกเห็ดหลินจือในตำบลซาเหอ อำเภอจินจ้าย เมืองลิ่วอัน มณฑลอันฮุย หวงโส่วเหวินย่อตัวลงปัดหยดน้ำค้างออกจากดอกเห็ดอย่างเบามือ เห็ดหลินจือสีน้ำตาลแดงมีเนื้อหนาและทรงกลมมน ขอบดอกเป็นวงสีทอง
“ลองสัมผัสผงสปอร์ดูสิ ละเอียดเหมือนแป้งเลย” ผู้เชี่ยวชาญภาคสนามที่คลุกคลีกับเห็ดหลินจือมา 39 ปี แบมือให้ดูผงสีน้ำตาลทองที่เปล่งประกายเล็กน้อยในแสงยามเช้า
ไม่ไกลกันนัก เครื่องจักรในโรงงานแปรรูปเห็ดหลินจือส่งเสียงเบา ๆ เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผงสปอร์เหล่านี้ยังขายได้เพียงในรูปวัตถุดิบราคาถูก แต่ปัจจุบัน ผงสปอร์ที่ผ่านกระบวนการทำลายผนังเซลล์น้ำหนัก 1 กรัม มีมูลค่าเทียบเท่าผลิตภัณฑ์ครึ่งกิโลกรัมในอดีต
การพลิกฟื้นมูลค่าของผงสปอร์เห็ดหลินจือเป็นภาพสะท้อนของการยกระดับสินค้าเกษตรที่มีเอกลักษณ์ของจินจ้ายทั้งพื้นที่ ดินแดนแห่งนี้มีชื่อเสียงในฐานะ “แหล่งกำเนิดกองทัพแดงและบ้านเกิดของเหล่านายพล” แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ปัจจุบันจินจ้ายกำลังสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้านเกษตรสีเขียวท่ามกลางป่าเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก โดยผลักดันสินค้าเด่นอย่างเห็ดหลินจือ หวงจิง และชากวาเพี่ยน ให้ก้าวพ้นจากหุบเขาสู่ตลาดด้วยช่องทางใหม่ ๆ
วางรากฐานด้วยระบบนิเวศ ผลิตภัณฑ์คุณภาพต้องเริ่มจากต้นทาง
“หลายคนรู้ว่าจินจ้ายเป็นพื้นที่ฐานการปฏิวัติเก่า แต่มีไม่มากที่รู้ว่า ด้วยสภาพภูมิอากาศเฉพาะตัวบริเวณละติจูด 31 องศาเหนือ ทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเขตสำคัญของแหล่งสมุนไพรในเทือกเขาต้าเปี๋ยซานฝั่งตะวันตก” เกาไห่กุ้ย ผู้แทนสภาประชาชนประจำอำเภอจินจ้ายและนายกสมาคมสมุนไพรหวงจิงจินจ้าย กล่าว
บนผืนดินที่โอบล้อมด้วยป่าไม้ สมุนไพรหวงจิงกำลังเติบโตอย่างเงียบ ๆ มีเหง้าอวบอ้วน รสหวาน หลังผ่านกรรมวิธีดั้งเดิมที่นึ่งและตากแดดซ้ำกัน 9 รอบ ก็จะได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน

ทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำแห่งจินจ้าย งดงามราวภาพวาด (ภาพ: กัว ฮ่าว / People's Daily Online)
บทกวีของตู้ฝู่ เคยกล่าวถึงหวงจิงในฐานะ “เสบียงของเซียน” ปัจจุบันพืชชนิดนี้ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้มูลค่ากว่า 120 ล้านหยวนให้แก่ชาวจินจ้าย 35,000 คน
ที่หมู่บ้านฉีซาน ตำบลหมาปู้ ฟ่านเหวินฉี ผู้บริหารบริษัทอันฮุยรุ่นอี้เกษตรกรรม เก็บใบชาพร้อมอธิบายว่า ในอดีตเกษตรกรจะเก็บเฉพาะชาในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนใบชาขนาดใหญ่จากฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงมักถูกทิ้งไป แต่ปัจจุบันมีการรับซื้ออย่างเป็นระบบเพื่อนำไปผลิตเป็นเศษใบชาและชาบรรจุถุง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี
ชาหวงต้าฉายังสามารถเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ โดยเมนู “ฉิงซานชีกู่” ของแบรนด์ Chagee ใช้ชาหวงต้าฉาจากจินจ้ายเป็นชาหลัก หลังเปิดตัวเพียง 2 วัน มียอดขายทั่วประเทศเกิน 3 ล้านแก้ว ในปี 2025 จินจ้ายผลิตชาแห้งได้ 19,100 ตัน มีมูลค่าผลผลิตรวมเกิน 6,000 ล้านหยวน และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกชากว่า 150,000 คน
ความสำเร็จในตลาดส่วนหนึ่งมาจากคุณภาพของชา จินจ้ายเป็นพื้นที่หลักของแหล่งกำเนิดชาลิ่วอันกวาเพี่ยน ปัจจุบันไร่ชาหลักขนาด 571 หมู่ (ประมาณ 238 ไร่) ได้เชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลสำหรับตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมกำหนดรหัสประจำไร่ชาแต่ละแห่งเสมือนมี “บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์”
ด้วยรากฐานทางนิเวศที่แข็งแกร่งและการสนับสนุนจากเทคโนโลยี สินค้าเกษตรคุณภาพของจินจ้ายจึงมีความได้เปรียบตั้งแต่ต้นทาง
พัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม ใช้ประโยชน์จากสินค้าเกษตรให้คุ้มค่า
การนำสินค้าคุณภาพออกจากหุบเขาไม่อาจพึ่งพาการขายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว จินจ้ายจึงมุ่งขยายห่วงโซ่อุตสาหกรรม เติมเต็มส่วนที่ขาด และเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรทุกชนิด โดยบะหมี่เส้นยาวทำมือเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ
การทำบะหมี่เส้นยาวด้วยมือเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดในจินจ้ายมานาน ต้องผ่านกระบวนการ 18 ขั้นตอน หมักตามธรรมชาติ 5 ครั้ง และใช้เวลาผลิตกว่า 20 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม วิธีดั้งเดิมต้องพึ่งพาสภาพอากาศอย่างมาก ส่งผลให้กำลังการผลิตต่ำ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และยากต่อการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรม
หลี่เซียนฮุย ผู้ก่อตั้งบริษัทเซียนฮุย มองเห็นปัญหานี้ จึงนำทีมทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่านานหนึ่งปี จนสามารถย้ายกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมทั้งหมดจากกลางแจ้งเข้ามาไว้ในอาคาร และจัดทำมาตรฐานการผลิตบะหมี่เส้นยาวทำมือของบริษัทได้สำเร็จ
ความก้าวหน้าดังกล่าวช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมบะหมี่ทำมือ ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตเฉลี่ยวันละ 10,000 กิโลกรัม และมีมูลค่าผลผลิตต่อปีเกิน 100 ล้านหยวน

บะหมี่เส้นยาวทำมือที่ผลิตโดยบริษัทเซียนฮุย (ภาพ: ฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำอำเภอจินจ้าย)
อย่างไรก็ตาม บริษัทเซียนฮุยไม่ได้มุ่งพัฒนาเฉพาะบะหมี่เท่านั้น แต่ยังอาศัยทรัพยากรสมุนไพรอันโดดเด่นของจินจ้าย ซึ่งเป็นแหล่งสมุนไพรสำคัญในเทือกเขาต้าเปี๋ยซานฝั่งตะวันตก มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นทั้งอาหารและยา เช่น บะหมี่เห็ดหลินจือ บะหมี่สือหู และบะหมี่หวงจิง ตลอดจนผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างผลไม้เชื่อมหวงจิงและชาหวงจิง
บริษัทยังพัฒนาผลิตภัณฑ์มากกว่า 30 รายการให้เหมาะกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เช่น บะหมี่ผักหลากสี บะหมี่สำหรับเด็ก และบะหมี่พร้อมซองซอส จนเกิดเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีบะหมี่ทำมือเป็นสินค้าหลักและมีสินค้าอื่นช่วยเสริมกัน
จากการขายวัตถุดิบสู่การขายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ปัจจุบันราคาบะหมี่ทำมือในพื้นที่เทือกเขาต้าเปี๋ยซานเพิ่มจาก 5 หยวนต่อครึ่งกิโลกรัม เป็น 8-10 หยวนต่อครึ่งกิโลกรัม สินค้าจากขุนเขาที่เคยมีมูลค่าต่ำกำลังสร้างรายได้ให้ชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ผสานเกษตรกับการท่องเที่ยว เปิดทางสินค้าเด่นสู่ตลาดวงกว้าง
แม้จะมีสินค้าและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งแล้ว แต่สินค้าดีจากพื้นที่ห่างไกลก็ไม่ควรรอให้ผู้ซื้อเข้ามาหาเพียงอย่างเดียว แนวทางที่สามของจินจ้ายคือการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยว อาหาร และอีคอมเมิร์ซ เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายออกไป
ใกล้เที่ยงวัน กลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลไปทั่วถนนหงจวินในตำบลทังเจียฮุ่ย “เป็ดตุ๋นเทียนหมาเป็นสูตรอาหารที่ใช้บำรุงร่างกายทหารกองทัพแดงที่ได้รับบาดเจ็บในอดีต” จาง จินหลิง ผู้แนะนำการท่องเที่ยวของจินจ้าย กล่าว
นอกจากเมนูนี้แล้ว จินจ้ายยังมีอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อ เช่น หมูสามชั้นตุ๋นหวงจิงตามกรรมวิธีดั้งเดิม และไก่บ้านตุ๋นหวงจิงผ่านกระบวนการปรุง 9 ขั้นตอนจากตำบลฉางหลิ่ง ซึ่งให้รสชาติกลมกล่อมไม่เลี่ยน ส่วนเมนูหม้อแขวนของเทียนถังจ้ายรวมวัตถุดิบหลากหลาย ทั้งไก่บ้าน เนื้อหมักรมควัน และหน่อไม้ภูเขา

มุมสูงของหุบเขาชาลิ่วอันซี (ภาพ: กัว ฮ่าว / People's Daily Online)
“อาหารแต่ละจานมีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง” จาง จินหลิงกล่าว จินจ้ายกำลังเร่งสร้างแบรนด์อาหาร “หนึ่งตำบล หนึ่งสำรับ” โดยตำบลและชุมชนทั้ง 23 แห่งจะมีสำรับอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง หวังให้นักท่องเที่ยวจดจำแต่ละพื้นที่และหลงรักเมืองแห่งนี้ผ่านอาหารหนึ่งจานหรือหนึ่งสำรับ
เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาจินจ้ายและเข้าพักในโฮมสเตย์ ประสบการณ์ที่ได้รับจึงไม่ใช่เพียงการพักค้างคืน แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้สินค้าเกษตรท้องถิ่นเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง โฮมสเตย์ทั่วอำเภอมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวจึงสามารถนำกลิ่นหอมของชาและของดีจากขุนเขากลับบ้านได้หลังเข้าพัก
ปัจจุบัน โฮมสเตย์ระดับคุณภาพ 60 แห่งทั่วอำเภอมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรแล้ว 34 แห่ง ขณะที่หมู่บ้านต้าวาน ตำบลฮวาสือ พัฒนาธุรกิจร้านอาหารพื้นบ้านและโฮมสเตย์ 64 แห่ง พร้อมช่วยเกษตรกรจำหน่ายสินค้า เช่น ใบชา เห็ดหูหนูขาวสีหยก น้ำผึ้งป่าจากผึ้งพื้นเมือง และมันเทศพันธุ์เล็ก ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ในปี 2025 หมู่บ้านแห่งนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 750,000 คน และมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยวกว่า 96 ล้านหยวน ยิ่งนักท่องเที่ยวเดินทางไปถึงที่ใด สินค้าเด่นของจินจ้ายก็ยิ่งขยายตลาดไปถึงที่นั่น

มุมสูงของโฮมสเตย์เซี่ยชิง·ชางไห่ซางเถียนในจินจ้าย (ภาพ: กัว ฮ่าว / People's Daily Online)
พลังของสินค้าเกษตรกำลังรวมตัวเป็นแรงขับเคลื่อนของอุตสาหกรรม ปัจจุบัน อุตสาหกรรมสมุนไพรจีนของจินจ้ายมีมูลค่าผลผลิตรวมเกิน 7,000 ล้านหยวน โดยเฉพาะเห็ดหลินจือมีมูลค่าผลผลิตเกิน 4,000 ล้านหยวน ปริมาณการซื้อขายผงสปอร์เห็ดหลินจือคิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ และมีมูลค่าแบรนด์ประเมินอยู่ที่ราว 3,066 ล้านหยวน
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมชามีมูลค่าผลผลิตรวม 6,750 ล้านหยวน และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกชากว่า 150,000 คน ส่วนอุตสาหกรรมสมุนไพรหวงจิงมีมูลค่าผลผลิตรวมเกิน 120 ล้านหยวน และสร้างประโยชน์ให้ผู้คนมากกว่า 35,000 คน สินค้าเด่นของจินจ้ายจึงเปลี่ยนจากการพัฒนาต่างคนต่างทำ สู่การรวมพลังเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง
จาก “ดินแดนแห่งการปฏิวัติสีแดง” สู่ “ขุมทรัพย์สีเขียว” สินค้าคุณภาพของจินจ้ายกำลังเดินทางไปถึงครัวเรือนทั่วประเทศ ผ่านถนนที่สร้างขึ้นใหม่และสัญญาณไลฟ์สตรีมมิง ช่วยให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้เห็น ลิ้มลอง และจดจำของดีจากขุนเขาแห่งนี้
(ผู้สื่อข่าว People's Daily Online โจว คุน)
(บรรณาธิการ: กวน เฟย, จาง เหล่ย)
ที่มา People's Daily Online



ความคิดเห็น