top of page

เจ้อเจียงใช้หุ่นยนต์และเครื่องจักรอัจฉริยะ ยกระดับอุตสาหกรรมชาน้ำมันบนพื้นที่ภูเขา

รูปภาพนักเขียน: PR NEWS FOCUS
PR NEWS FOCUS
5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

หุ่นยนต์ขาล้อรุ่น “Shanmao M20” ทดสอบการทำงานภายในสวนชาน้ำมัน (ภาพ: ฟางเผิงอีเมิ่ง /  People's Daily Online)


ในเดือนกันยายน แม้ผลชาน้ำมันในอำเภอฉางซาน มณฑลเจ้อเจียง ยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว แต่การทดสอบพิเศษได้เริ่มขึ้นแล้วในสวนชาน้ำมันของตำบลฟางชุน หุ่นยนต์ขาล้อรุ่น “Shanmao M20” เคลื่อนผ่านทางแคบและพื้นที่ลาดชัน เพื่อทดสอบความสามารถในการเคลื่อนที่และการสื่อสาร


ฉางซานมีพื้นที่ปลูกชาน้ำมันประมาณ 300,000 หมู่ (ราว 125,000 ไร่) และมีมูลค่าผลผลิตตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมมากกว่า 2,100 ล้านหยวน นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ชั้นนำของมณฑลเจ้อเจียง อย่างไรก็ตาม ภูมิประเทศแบบเนินเขาและภูเขาที่ซับซ้อน พื้นที่ทำงานจำกัด และการพึ่งพาแรงงานคนในการดูแลสวนและเก็บเกี่ยว ทำให้ต้นทุนสูงและประสิทธิภาพต่ำ ขณะเดียวกัน แรงงานภาคเกษตรที่มีอายุมากขึ้นยังทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครจะเป็นผู้ทำเกษตรในอนาคต


ในปี 2024 ฉางซานจัดตั้งศูนย์บริการงานป่าไม้แบบแบ่งปันที่ดำเนินงานเชิงตลาด เพื่อยกระดับบริการด้านป่าไม้ให้เป็นระบบมืออาชีพและใช้ทรัพยากรร่วมกัน ต่อมาในปี 2025 อำเภอได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเครื่องจักรป่าไม้ฮาร์บิน ภายใต้สำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติของจีน จัดตั้งศูนย์วิจัยเครื่องจักรป่าไม้ภาคใต้ พร้อมส่งคณะผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าประจำพื้นที่ เพื่อผลักดันการใช้เครื่องจักรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมชาน้ำมัน


พัฒนาเครื่องจักรให้เหมาะกับพื้นที่ภูเขา

หวังสือ รองหัวหน้าห้องวิจัยการเก็บเกี่ยวและเตรียมวัสดุของสถาบันวิจัยเครื่องจักรป่าไม้ฮาร์บิน เปิดเผยว่า สถาบันเริ่มดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับชาน้ำมันของฉางซานตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2023 โดยครอบคลุมเครื่องจักรสำหรับการเพาะพันธุ์ การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยว


ปัจจุบัน การเพาะกล้าเริ่มมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่ต้องใช้แรงงานคนตัดต้นตอ ต่อกิ่ง ห่อด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ ฆ่าเชื้อ และปักลงในถ้วยเพาะทีละต้น ปัจจุบันเครื่องเพาะกล้าอัตโนมัติสามารถทำงานตั้งแต่บรรจุวัสดุ ฉีดพ่น ไปจนถึงปักต้นกล้าได้โดยอัตโนมัติ


ส่วนการเก็บเกี่ยวเป็นโจทย์สำคัญที่สุด เนื่องจากพื้นที่สวนกระจัดกระจาย ความลาดชันแตกต่างกัน ถนนแคบ และต้นไม้มีรูปทรงไม่เหมือนกัน เครื่องจักรจึงต้องมีน้ำหนักเบา คล่องตัว และทำงานร่วมกับการปรับพื้นที่สวนให้เหมาะกับการใช้เครื่องจักร


สถาบันวิจัยได้พัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวแบบพกพา จากรุ่นแรกที่มีน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัมและใช้เครื่องยนต์เบนซิน มาเป็นรุ่นไฟฟ้าแบบสะพายหลังที่หนักเพียงประมาณ 3-3.5 กิโลกรัม เครื่องใช้แรงสั่นสะเทือนทำให้ผลร่วงลงบนตาข่ายที่ปูไว้ล่วงหน้า ช่วยให้เก็บผลจากต้นชาน้ำมันหนึ่งต้นได้ภายในไม่กี่นาที


เจ้าหน้าที่สาธิตเครื่องเก็บเกี่ยวชาน้ำมันแบบพกพา (ภาพ: ฟางเผิงอีเมิ่ง /  People's Daily Online)


อีกหนึ่งความท้าทายคือ ชาน้ำมันมีทั้งดอกและผลอยู่บนต้นพร้อมกัน การเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรจึงต้องมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำลายดอกตูม สถาบันวิจัยพบว่าดอกและผลมีความถี่ในการสั่นสะเทือนแตกต่างกัน จึงพัฒนากลไกเก็บเกี่ยวแบบยืดหยุ่น พร้อมปรับแรง ความถี่ และมุมสัมผัส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสียหาย


หวงจื้อวั่ง เกษตรกรผู้ปลูกชาน้ำมันรายใหญ่ในตำบลฟางชุน ซึ่งมีสวนขนาด 600 หมู่ (ประมาณ 250 ไร่) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในฤดูเก็บเกี่ยวต้องจ้างแรงงานมากกว่า 100 คน ทำงานวันละหลายวัน รวมต้นทุนแรงงานประมาณ 150,000 หยวน แต่หลังใช้เครื่องเก็บเกี่ยวแบบพกพา ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 3 เท่า ระยะเวลาทำงานลดลงเหลือไม่ถึง 10 วัน และลดจำนวนแรงงานลงครึ่งหนึ่ง


จากซื้อเครื่องจักรเป็นใช้บริการ

หุ่นยนต์ที่เข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้พัฒนาโดยบริษัท DEEP Robotics โดยหลิวล่าง ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำภูมิภาค กล่าวว่า การทดสอบเกิดจากความร่วมมือกับสถาบันวิจัยเครื่องจักรป่าไม้ฮาร์บิน เพื่อประเมินการใช้งานหุ่นยนต์อัจฉริยะในงานตรวจตราป่าไม้ เก็บข้อมูล และขนส่งสิ่งของ


เมื่อเทียบกับไร่ชาและสวนหยางเหมยที่เคยทดสอบ สวนชาน้ำมันแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมซับซ้อนกว่า จึงต้องอาศัยความสามารถในการปรับตัวกับภูมิประเทศ การรับรู้สภาพแวดล้อม และการสื่อสารที่สูงขึ้น โดยผลการทดสอบโดยรวมเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้


อย่างไรก็ตาม การนำเครื่องจักรมาใช้อย่างแพร่หลายขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรสามารถเข้าถึงบริการได้หรือไม่ ฉางซานจึงเลือกใช้แนวทางที่ไม่จำเป็นต้องให้เกษตรกรซื้อเครื่องจักรเอง แต่สามารถเช่าอุปกรณ์หรือจ้างทีมบริการผ่านศูนย์บริการงานป่าไม้แบบแบ่งปันที่จัดตั้งขึ้นในปี 2024


ศูนย์ฯ สร้างเครือข่ายบริการที่ประกอบด้วยศูนย์กลาง 1 แห่ง จุดบริการ 5 แห่ง และทีมบริการ 30 ทีม เกษตรกรสามารถสั่งจองเครื่องจักรและบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล “U Lin Shi” ได้คล้ายกับการสั่งอาหารออนไลน์ โดยค่าเช่าเครื่องจักรคิดเป็น 0.3% ของราคาจัดซื้อ และคิดค่าบริการรายวัน เครื่องเก็บเกี่ยวแบบพกพาเช่าได้ในราคาหลักสิบหยวนต่อวัน


ศูนย์บริการงานป่าไม้แบบแบ่งปันของฉางซานมีอุปกรณ์หลายประเภท เช่น เครื่องเก็บเกี่ยวแบบพกพา เครื่องเก็บเกี่ยวแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง โดรนเพื่อการเกษตร และรถขนส่งสำหรับพื้นที่ลาดชัน (ภาพ: ฟางเผิงอีเมิ่ง /  People's Daily Online)


เนี่ยหลิงคัง เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรหันมาจ้างทีมบริการมากกว่าการเช่าเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว โดยทีมสามารถดูแลตั้งแต่เก็บเกี่ยวจนถึงขนส่ง ช่วยลดภาระการจ้างแรงงานและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามฤดูกาล


ศูนย์ฯ ยังเปิดโอกาสให้หมู่บ้านที่มีทรัพยากรและฐานเศรษฐกิจจำกัดเข้าร่วมลงทุน โดยจัดตั้งขึ้นจากเงินลงทุนของกลุ่มพลังงานเจ้อเจียง กลุ่มการลงทุนด้านเกษตรของฉางซาน และหมู่บ้าน 10 แห่งในตำบลซินชาง แต่ละหมู่บ้านลงทุน 100,000 หยวนและมีสิทธิรับส่วนแบ่งกำไร


ข้อมูลระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การปลูกชาน้ำมันในฉางซานสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 6,000 หยวนต่อหมู่ และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรรวมกว่า 35 ล้านหยวน การใช้เครื่องจักรและบริการร่วมกันจึงช่วยลดต้นทุน เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยกลับมาดูแลพื้นที่สวนที่เคยถูกปล่อยทิ้งร้าง และกระจายผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมไปสู่ชุมชน


เร่งแก้โจทย์การใช้เครื่องจักรบนภูเขา

แม้ฉางซานจะก้าวหน้าในการใช้เครื่องจักรแล้ว แต่การใช้เครื่องจักรตลอดกระบวนการยังต้องพัฒนาอีกมาก เจ้าหน้าที่สำนักงานป่าไม้และชลประทานของอำเภอระบุว่า พื้นที่ปลูกชาน้ำมันมากกว่า 50% เป็นพื้นที่ลาดชันที่แม้แต่การเดินเท้าก็ทำได้ยาก ขณะที่การปรับปรุงสวนเก่าให้เหมาะกับเครื่องจักรต้องใช้ต้นทุนสูงและใช้เวลานาน


ด้านเทคโนโลยียังมีโจทย์ที่ต้องแก้ไข ทั้งการเก็บเกี่ยวผลโดยไม่กระทบดอก การรับรู้สภาพแวดล้อมบนภูเขาที่ซับซ้อน การทำงานอัตโนมัติ และการควบคุมจากระยะไกล ในการทดสอบครั้งนี้ DEEP Robotics พบว่า กิ่งไม้และวัชพืชใต้ต้นรบกวนเซนเซอร์ การขนส่งของหนักทำให้ใช้พลังงานมากขึ้น และสัญญาณเครือข่ายสาธารณะในพื้นที่ภูเขายังไม่เสถียร บริษัทจึงเตรียมปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับงานป่าไม้มากขึ้น


สวนชาน้ำมันในอำเภอฉางซาน (ภาพ: หวังสือ)


แผนระยะต่อไปของฉางซานมุ่งพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวให้มีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ง่าย ควบคู่กับการปรับพื้นที่สวนให้เหมาะกับเครื่องจักร การทำงานร่วมกันของอุปกรณ์หลายชนิด และการจัดสรรงานผ่านระบบดิจิทัล

หวังสือกล่าวว่า ศูนย์วิจัยเครื่องจักรป่าไม้ภาคใต้จะพัฒนาระบบครบวงจรตั้งแต่การวิจัย การส่งเสริม การใช้งาน การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการกำหนดมาตรฐาน เพื่อสร้าง “โมเดลฉางซาน” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นได้


ตั้งแต่การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวแบบพกพา การจัดตั้งศูนย์บริการเครื่องจักรร่วมกัน ไปจนถึงการทดสอบหุ่นยนต์อัจฉริยะ ฉางซานกำลังผลักดันเทคโนโลยีเข้าสู่สวนบนภูเขา เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต


“ห้องปฏิบัติการให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดด้านสมรรถนะ แต่เกษตรกรสนใจว่าเครื่องจักรเข้าไปในสวนได้หรือไม่ ใช้งานง่ายหรือเปล่า และมีต้นทุนที่ยอมรับได้หรือไม่ เมื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เครื่องจักรก็จะเปลี่ยนจากต้นแบบเพื่อการวิจัยเป็นเครื่องมือสำหรับการผลิตจริง” หวังสือกล่าว


การนำเครื่องจักรเข้าไปใช้งานในสวนชาน้ำมันบนภูเขาของฉางซานกำลังค่อย ๆ ก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญ เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับการทำเกษตรในพื้นที่จริง


(ผู้สื่อข่าว People's Daily Online ฟางเผิงอีเมิ่ง)

(บรรณาธิการ: ฟางเผิงอีเมิ่ง, คัง เหมิงฉี)


ที่มา People's Daily Online







ความคิดเห็น


PR NEWS FOCUS

bottom of page