top of page

เจ้อเจียงพลิกโฉมชาน้ำมัน ต่อยอดผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม

รูปภาพนักเขียน: PR NEWS FOCUS
PR NEWS FOCUS
1 วันที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

ต้นชาน้ำมันทั่วภูเขาใกล้เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว (ภาพ: เฉิงซิน / People's Daily Online)


ลมภูเขาพัดผ่านหุบเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเจ้อเจียง ขณะที่ต้นชาน้ำมัน (Camellia oleifera) เติบโตเต็มกิ่งก้าน แม้ยังเหลือเวลาอีกระยะกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยว แต่อุตสาหกรรมชาน้ำมันในอำเภอฉางซานก็เริ่มคึกคักแล้ว


หวังฟาง หรือที่รู้จักในชื่อ “พี่สาวชาน้ำมัน” กำลังบรรจุน้ำมันชาน้ำมันขวดเล็ก ขนาด 12 กรัม ราคา 58 หยวน บรรจุภัณฑ์ประณีตจนดูคล้ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เธออธิบายว่า นี่ไม่ใช่น้ำมันประกอบอาหารทั่วไป แต่เป็นน้ำมันเมล็ดชาเข้มข้นสูง ผสมกับน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ เช่น มะลิ ส้มหวาน และซีดาร์ ใช้สำหรับนวดผ่อนคลายและบรรเทาความเครียด


“ตอนนี้ น้ำมันขวดเล็ก ๆ แบบนี้ขายได้ราคาเทียบเท่ากับน้ำมันแบบเดิมปริมาณหลายกิโลกรัม” หวังฟางกล่าว


เมื่อ 10 ปีก่อน หวังฟางกลับจากต่างถิ่นมายังบ้านเกิด รับช่วงดูแลสวนชาน้ำมันกว่า 200 หมู่ (ประมาณ 83 ไร่) และโรงสกัดน้ำมันของบิดา ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เธอพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากน้ำมันชาน้ำมันมากกว่า 30 รายการ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ของใช้ในชีวิตประจำวัน และสินค้าสร้างสรรค์ต่าง ๆ ชาน้ำมันธรรมดาจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบ


ฉางซานมีพื้นฐานการผลิตชาน้ำมันที่แข็งแกร่ง ข้อมูลจากสถาบันวิจัยตรวจสอบและทดสอบของอำเภอระบุว่า ชาน้ำมันในพื้นที่มีกรดโอเลอิกสูงถึง 78–86% ใกล้เคียงกับน้ำมันมะกอก 


ปัจจุบัน ฉางซานมีพื้นที่ปลูกชาน้ำมันประมาณ 300,000 หมู่ (ราว 125,000 ไร่) ผลผลิต 9,750 ตัน และมีมูลค่าผลผลิตตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม 2,160 ล้านหยวน


อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมชาน้ำมันในหลายพื้นที่ของจีนยังเน้นขายน้ำมันดิบ ขณะที่การแปรรูปเชิงลึกยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ปัญหา “ทรัพยากรมาก แต่อุตสาหกรรมขนาดเล็ก” จึงยังเป็นอุปสรรคสำคัญ


การปลูกชาน้ำมันต้องลงทุนสูงและใช้เวลานาน โดยทั่วไปต้องรอ 5-8 ปีกว่าต้นจะให้ผลผลิตเต็มที่ เกษตรกรจึงลังเลที่จะปลูก นับเป็นด่านแรกที่ต้องแก้ไข


มุมสูงของอุทยานชาน้ำมันแห่งชาติฉางซาน มณฑลเจ้อเจียง (ภาพ: เฉิงซิน / People's Daily Online)


ฉางซานเริ่มแก้ปัญหาจากการพัฒนาสายพันธุ์คุณภาพดี โดยอาศัยฐานเพาะพันธุ์ชาน้ำมันของมณฑลเจ้อเจียงร่วมมือกับสถาบันวิจัย คัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับภูมิอากาศทางตะวันตกของเจ้อเจียง โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ในกลุ่ม “ฉางหลิน” ที่ได้รับความนิยมปลูกในพื้นที่


เจิ้งหัวหลง จากสหกรณ์วิชาชีพชาน้ำมันหมู่บ้านกวนฉือ ตำบลต้งอั้น เป็นหนึ่งในเกษตรกรกลุ่มแรกที่ทดลองปลูกสายพันธุ์ใหม่ เขากล่าวว่า หลังปรับปรุงสวนที่ให้ผลผลิตต่ำและเปลี่ยนมาใช้สายพันธุ์คุณภาพดี ผลผลิตน้ำมันชาน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 51.7 กิโลกรัมต่อหมู่ ปัจจุบันสวนของเขากลายเป็นแปลงสาธิตผลผลิตสูงระดับมณฑล โดยในช่วงให้ผลผลิตเต็มที่สามารถผลิตน้ำมันได้ราว 3 เท่าของสายพันธุ์ดั้งเดิม

หลังสร้างความมั่นคงในขั้นตอนการเพาะปลูก ฉางซานจึงหันมาใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต


ในเดือนกันยายน 2023 อำเภอฉางซานร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง จัดตั้งศูนย์วิจัยร่วมอุตสาหกรรมชาน้ำมัน มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง-ฉางซาน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่ นับตั้งแต่ก่อตั้ง ศูนย์ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์แล้วกว่า 40 รายการ ครอบคลุมวัตถุดิบเครื่องสำอาง อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และของใช้ในชีวิตประจำวัน


ผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่พัฒนาจากต้นชาน้ำมันในท้องถิ่น (ภาพ: เฉิงซิน / People's Daily Online)


เฉินจั่ว รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยร่วมอุตสาหกรรมชาน้ำมัน มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง-ฉางซาน  ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์น้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ โดยอธิบายว่า กากเมล็ดชาสามารถนำไปทำแผ่นกระจายกลิ่น ส่วนหัวน้ำหอมสกัดจากสารสกัดดอกชาน้ำมัน ต้นไม้หนึ่งต้นจึงกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ได้หลากหลายทาง


จากน้ำมันประกอบอาหารสู่ครีมบำรุงผิว การแปรรูปที่ลึกขึ้นช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เป็นลำดับ เฉินจั่วระบุว่า น้ำมันสำหรับบริโภคมีราคาขาย 120 หยวนต่อกิโลกรัม ขณะที่น้ำมันสำหรับใช้ในเครื่องสำอางมีราคากิโลกรัมละ 230–500 หยวน หรือเพิ่มมูลค่าได้สูงสุดมากกว่า 3 เท่า ปัจจุบันศูนย์วิจัยกำลังเร่งแก้ปัญหาการดูดซึมของน้ำมันชาน้ำมัน ซึ่งมีโมเลกุลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้งานในเครื่องสำอางให้สูงขึ้นอีก

ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของศูนย์วิจัยยังดึงดูดบริษัทอุตสาหกรรม 3 แห่งให้เข้ามาลงทุนในฉางซาน เจ้าหน้าที่ของอำเภอกล่าวว่า “เมื่อก่อนเราต้องเป็นฝ่ายชักชวนบริษัทให้เข้ามา แต่ตอนนี้บริษัทกลับเป็นฝ่ายตามหาเทคโนโลยี”


แม้ฉางซานจะไม่ใช่แหล่งปลูกชาน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจีน แต่การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมและเพิ่มมูลค่าผลผลิตกำลังทำให้ทุกส่วนของต้นชาน้ำมันถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า


ที่โรงสกัดน้ำมันแบบดั้งเดิม “หวงเหล่าฮั่น” ในตำบลฟางชุน อำเภอฉางซาน หวงจื้อวั่ง วัย 61 ปี กำลังใช้ค้อนท่อนไม้กระแทกเครื่องบีบน้ำมันแบบโบราณ น้ำมันชาน้ำมันสีทองใสค่อย ๆ ไหลออกจากปากเครื่อง พร้อมกลิ่นหอมอบอวล


หวงจื้อวั่งเคยทำธุรกิจในต่างถิ่น ก่อนกลับบ้านเกิดในปี 2006 เขาเช่าพื้นที่ภูเขารกร้างกว่า 3,000 หมู่ (ประมาณ 1,250 ไร่) จากชาวบ้านกว่า 980 ครัวเรือนในตำบลฟางชุน เพื่อนำมาปลูกชาน้ำมัน นอกจากนี้ยังเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อตามหาเครื่องบีบน้ำมันไม้แบบโบราณ และเรียนรู้กรรมวิธีสกัดน้ำมันดั้งเดิมจากช่างผู้เชี่ยวชาญ


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เพียงรักษาภูมิปัญญาการสกัดน้ำมันแบบโบราณไว้ แต่ยังพัฒนาโรงสกัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้และจุดท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสามารถทดลองสกัดน้ำมันด้วยตนเองและลิ้มลองอาหารพื้นบ้านที่ใช้น้ำมันชาน้ำมัน ขณะที่นักเรียนก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมเกษตรกรรมผ่านประสบการณ์จริง ชื่อเสียงของน้ำมันชาน้ำมันฉางซานจึงแพร่หลายมากขึ้น


ปัจจุบัน สวนชาน้ำมันของหวงจื้อวั่งจ้างงานชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอมากกว่า 20 คน และเพิ่มเป็นกว่าร้อยคนในช่วงเก็บเกี่ยวหรือสกัดน้ำมันที่มีงานหนาแน่น โดยในแต่ละปีช่วยสร้างรายได้จากการรับจ้างให้ชาวบ้านรวมกว่า 800,000 หยวน


เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ชาน้ำมันทั่วภูเขาก็ใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยว อีกประมาณหนึ่งเดือน ผลผลิตเหล่านี้จะถูกส่งลงจากภูเขาเข้าสู่โรงงาน ห้องปฏิบัติการ และช่องทางไลฟ์ขายสินค้า ก่อนแปรรูปเป็นน้ำมัน สบู่ และครีมบำรุงผิวหลากหลายชนิด การเปลี่ยนแปลงสารพัดรูปแบบของต้นชาน้ำมันแห่งฉางซานจึงยังคงดำเนินต่อไป


(ผู้สื่อข่าว People's Daily Online เฉิงซิน)

(บรรณาธิการ: เฉิงซิน, คัง เมิ่งฉี)


ที่มา People's Daily Online






 
 
 

ความคิดเห็น


PR NEWS FOCUS

bottom of page