อันฮุยจับมือทิเบต พัฒนาอุตสาหกรรมชาและโรงงาน สร้างอาชีพให้ชาวชายแดนตลอดทั้งปี
- PR NEWS FOCUS

- 28 ก.ค.
- ยาว 1 นาที

ภาพไร่ชาในหมู่บ้านซือมู่ ตำบลก้งยรื่อ เมืองชั่วน่า เขตปกครองตนเองทิเบต โดยหญิงสาวชาวเผ่าเหมินปา กำลังเก็บใบชา (ภาพ: Wang Haicheng)
เมืองชั่วน่า เขตปกครองตนเองทิเบต กำลังเห็นผลลัพธ์ของความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างมณฑลอันฮุยและทิเบต ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นและการสร้างงานในพื้นที่ ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น และลดการเดินทางออกไปหางานทำต่างถิ่น
ในหมู่บ้านซือมู่ ตำบลก้งยรื่อ ซึ่งตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2,000 เมตร ชาวบ้านหันมาปลูกชาเครามังกร ภายใต้การสนับสนุนของคณะทำงานช่วยเหลือทิเบตจากมณฑลอันฮุย หลังนำพันธุ์ชาที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศมาทดลองปลูกตั้งแต่ปี 2022 พร้อมถ่ายทอดความรู้ด้านการเพาะปลูกและแปรรูปอย่างครบวงจร ปัจจุบันพื้นที่ปลูกขยายเป็น 150 หมู่ (ราว 62.5 ไร่) พร้อมโรงงานแปรรูปชาในชุมชน และผลิตภัณฑ์ยังถูกนำไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้าหลายแห่ง จนสามารถวางจำหน่ายนอกเขตทิเบตได้

ภาพต้นชาเครามังกร จากมณฑลอันฮุย ที่หยั่งรากเติบโตในเขตเทือกเขาหิมาลัย (ภาพ: Wang Haicheng)
การพัฒนาอุตสาหกรรมชาเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีรายได้จากการทำงานในแปลงชาและเงินปันผลจากสหกรณ์ ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างงานตลอดทั้งปี คณะทำงานยังประสานบริษัทจากมณฑลอันฮุยให้เข้ามาจัดตั้งโรงงานผลิตอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในเมืองชั่วน่า พร้อมเปิดรับแรงงานในท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับครัวเรือนที่เพิ่งหลุดพ้นจากความยากจน ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน และเยาวชนที่กลับมาทำงานบ้านเกิด

ภาพพนักงานกำลังเร่งผลิตสินค้าเพื่อส่งมอบตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (ภาพ: Wang Haicheng)
นอกจากการปลูกชาและภาคอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีการสนับสนุนโครงการขนาดย่อมอื่น ๆ เช่น การปรับปรุงโรงงานแปรรูปชาเดิม การเพาะเห็ด และการส่งเสริมงานหัตถกรรมของชาวเหมินปาให้เชื่อมโยงกับตลาดภายนอก แม้แต่ละโครงการจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เมื่อดำเนินการควบคู่กัน ก็ช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือที่เริ่มต้นจากระยะทางกว่า 4,000 กิโลเมตรระหว่างอันฮุยกับทิเบต วันนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นโอกาสในการทำงานและการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนในเมืองชั่วน่า สะท้อนบทบาทของความร่วมมือระหว่างภูมิภาคในการขับเคลื่อนการพัฒนาชนบทและสร้างความเป็นอยู่ที่มั่นคงให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน
ที่มา People’s Daily



ความคิดเห็น