เหตุใดยักษ์ใหญ่สิ่งทอจึงพากันปักหมุดลงทุนที่ “เมืองซู่เชียน” มณฑลเจียงซู


พนักงานตรวจสอบเส้นด้ายหน้าเครื่องจักรภายในโรงงานสิ่งทอของเครือบริษัทเจี้ยนลู่ (ภาพ: People's Daily Online)
ซู่เชียน เป็นเมืองที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ที่สุดในมณฑลเจียงซู โดยในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งเมือง ฐานอุตสาหกรรมยังค่อนข้างอ่อนแอ การพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีมูลค่าผลผลิตแตะระดับแสนล้านหยวนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่หากลงมือทำก็ย่อมมีโอกาสสำเร็จ ปลายปี 2022 ซู่เชียนประกาศแผนปฏิบัติการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าระดับแสนล้านหยวนระยะ 3 ปี โดยตั้งเป้าผลักดันให้อุตสาหกรรม 3 กลุ่มมีมูลค่าผลผลิตเกิน 1 แสนล้านหยวนภายในเวลาประมาณ 3 ปี ซึ่งกำหนดให้อุตสาหกรรมสิ่งทอระดับไฮเอนด์บรรลุเป้าหมายภายในปี 2024
ในปี 2024 อุตสาหกรรมสิ่งทอระดับไฮเอนด์ของเมืองมีมูลค่าผลผลิต 101,820 ล้านหยวน และเพิ่มขึ้นเป็น 108,380 ล้านหยวนในปี 2025 ซู่เชียนทำได้ตามเป้าหมาย แล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เมืองแห่งนี้ประสบความสำเร็จ?
เบื้องหลังความสำเร็จคือการลงทุนอย่างต่อเนื่องของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม อาทิ เหิงลี่ (Hengli) เหิงอี้ (Hengyi) เซิ่งหง (Shenghong) ถงคุน (Tongkun) และไซ่เต๋อลี่ (Sateri) ซึ่งต่างทุ่มเงินลงทุนในซู่เชียนอย่างจริงจัง นี่คือเส้นทางการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี
แข่งขันดึงดูดยักษ์ใหญ่ เสริมความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ในอดีต ซู่เชียนมีประเพณีการปลูกหม่อนและป่าน รวมถึงการทอผ้ามาอย่างยาวนาน รากฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอของเมืองสามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 1960 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มบุกเบิกโรงงานปั่นไหมซื่อหยาง และปี 1985 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มก่อตั้งโรงงานสิ่งทอขนสัตว์แห่งแรกของซู่เชียน ปัจจุบันโรงงานแห่งหลังได้พัฒนามาเป็นเครือบริษัทเจี้ยนลู่ (Jianlu Group) ที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 1,000 ล้านหยวน
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซู่เชียนซึ่งเพิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองไม่นาน ได้พัฒนาระบบอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ครอบคลุมหลายสาขา ทั้งการปั่นฝ้าย การปั่นขนสัตว์ การปั่นไหม การปั่นเส้นใยป่าน การถักผ้า การผลิตเสื้อผ้า และสิ่งทอสำหรับใช้ในบ้าน ผลิตภัณฑ์ส่งออกไปยังกว่า 40 ประเทศและภูมิภาค ทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยอุตสาหกรรมในขณะนั้นอยู่ในภาวะ “มีอุตสาหกรรมสิ่งทอแต่ไม่มีเส้นใยเคมี มีการผลิตเสื้อผ้าแต่ไม่มีผ้าผืน” กล่าวคือ โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าต้องพึ่งพาผ้าจากต่างพื้นที่ ขณะที่ผู้ผลิตสิ่งทอสำหรับใช้ในบ้านต้องจัดซื้อเส้นด้ายจากภายนอก ทำให้อุตสาหกรรมท้องถิ่นติดอยู่ในขั้นตอนการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ
การพลิกสถานการณ์จึงเริ่มต้นขึ้น ในเดือนสิงหาคม 2007 เสียงปืนใหญ่เฉลิมฉลองริมคลองใหญ่ปักกิ่ง-หางโจวได้ประกาศการเริ่มต้นยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอของซู่เชียน
ในปีนั้น นิคมอุตสาหกรรมเหิงลี่ (ซู่เชียน) เริ่มวางศิลาฤกษ์ ขณะนั้นเหิงลี่ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม จนได้รับสมญาว่า “ราชาแห่งเส้นใยโพลีเอสเตอร์ของจีน” เจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนร่วมในการผลักดันโครงการลงพื้นที่รายหนึ่งกล่าวว่า “ทุกคนต่างเข้าใจดีว่านี่คือโอกาสพลิกฟื้นอุตสาหกรรมสิ่งทอของซู่เชียน”
การลงทุนครั้งแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เหิงลี่เพิ่มการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนมูลค่าการลงทุนสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 28,000 ล้านหยวน
เมื่อเข้าสู่โรงงานสิ่งทอเพ่ยเจี๋ย ภายในนิคมอุตสาหกรรมเหิงลี่ (ซู่เชียน) จะพบกับโรงงานอัจฉริยะที่สว่างและสะอาด เครื่องจักรทำงานด้วยความเร็วสูง ขณะที่เส้นด้ายเคลื่อนผ่านกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง สายการผลิตผ้าฟังก์ชันพิเศษที่มีกำลังการผลิตปีละ 1,000 ล้านเมตร ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ระบบบริหารจัดการข้อมูลการผลิต และระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติที่ทำงานประสานกัน โดยมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเชื่อมต่อแต่ละขั้นตอนอย่างแม่นยำ ทำให้สามารถควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ “เส้นใยหนึ่งเส้นจนกลายเป็นผ้าหนึ่งผืน” ได้ครบวงจรภายในโรงงาน
หลังจากเหิงลี่ บริษัทชั้นนำรายอื่น ๆ ทั้งเหิงอี้ เซิ่งหง ถงคุน และไซ่เต๋อลี่ ก็ทยอยเข้ามาลงทุน โดยแต่ละบริษัทวางตำแหน่งธุรกิจแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อเติมเต็มช่องว่างและเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรม ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของซู่เชียนเปลี่ยนจากความสำเร็จเฉพาะจุดไปสู่การพัฒนาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

เส้นใยสั้นบนสายพานลำเลียงอัตโนมัติภายในโรงงานของเครือบริษัทเหิงอี้ (ภาพ: People's Daily Online)
ในปี 2018 เครือบริษัทเหิงอี้เข้ามาลงทุนในซู่เชียน ส่วนปลายปี 2020 เครือบริษัทเซิ่งหง ซึ่งเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสิ่งทอสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมอู๋เจียง-ซื่อหยาง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เครือบริษัทถงคุน ผู้นำอุตสาหกรรมเส้นใยโพลีเอสเตอร์ของจีน ก็ได้ลงนามข้อตกลงลงทุนในอำเภอซู่หยาง
โครงการเส้นใยเคมีถงคุนเหิงหยาง ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 15,000 ล้านหยวน บนพื้นที่ 4,200 หมู่จีน หรือประมาณ 1,750 ไร่ สร้างสถิติเป็นโครงการสิ่งทอรายเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของซู่หยาง และปัจจุบันดึงดูดบริษัทในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำและปลายน้ำเข้ามาลงทุนแล้ว 14 แห่ง
ปัจจุบัน โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ต่างมีจุดเด่นเฉพาะตัว เหิงลี่มุ่งเน้นเส้นใยชนิดเส้นยาวและผ้าผืน เซิ่งหงโดดเด่นด้านเส้นใยรีไซเคิล ถงคุนเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร เหิงอี้ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์เส้นใยสั้น ส่วนไซ่เต๋อลี่จากสิงคโปร์ช่วยเพิ่มทรัพยากรและความหลากหลายในระดับนานาชาติ
ซู่เชียนจึงกลายเป็นเมืองที่มีบริษัทสิ่งทอยักษ์ใหญ่ทั้ง 5 แห่งมารวมตัวกัน ซึ่งหาได้ยากในจีน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกือบ 2,000 ราย สร้างเครือข่ายการผลิตที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต การผลิตโพลีเอสเตอร์ การปั่นเส้นใย การทำเส้นด้ายยืด การทอผ้า การย้อมและตกแต่งผ้า ไปจนถึงการผลิตเสื้อผ้า ก่อเกิดเป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร
ก้าวสู่เมืองหลวงสิ่งทอแห่งใหม่
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสิ่งทอของซู่เชียนพัฒนาจากการเริ่มสร้างรากฐานไปสู่การมีองค์ประกอบอุตสาหกรรมครบถ้วน เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการสนับสนุนอย่างจริงจังจากทั้งเมือง
โครงการเหิงลี่ใช้เวลาเพียง 61 วันนับจากลงนามข้อตกลงจนถึงพิธีวางศิลาฤกษ์ สร้างสถิติใหม่ด้านความรวดเร็วในการผลักดันโครงการสำคัญของพื้นที่ในเวลานั้น ส่วนเครือบริษัทเหิงอี้อาศัยการฟื้นฟูและยกระดับสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งานในท้องถิ่น โดยใช้เวลาเพียง 46 วันตั้งแต่เริ่มปรับปรุงพื้นที่จนถึงการเปิดดำเนินการผลิตอย่างเป็นทางการ
นอกจากความรวดเร็วในการดำเนินโครงการแล้ว การให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจตั้งหลักและเติบโตได้อย่างมั่นคง

บรรยากาศการขนถ่ายวัตถุดิบของโครงการถงคุนเหิงหยาง ณ ท่าเรือกู่ป๋อซ่านโฮ่วเหอ อำเภอซู่หยาง (ภาพ: People's Daily Online)
บริเวณท่าเรือกู่ป๋อซ่านโฮ่วเหอในอำเภอซู่หยางเต็มไปด้วยความคึกคัก ท่าเทียบเรือขนาด 1,000 ตันจำนวน 13 แห่งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ มีปริมาณการขนถ่ายสินค้าต่อปีสูงถึง 4.35 ล้านตัน วัตถุดิบปริมาณมาก เช่น PTA หรือกรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์ ถูกขนส่งขึ้นฝั่งอย่างต่อเนื่อง
เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ซู่เชียนได้วางแผนและจัดสรรโครงสร้างพื้นฐานให้ตรงกับความต้องการ โดยสร้างท่าเรือขนส่งสินค้าเฉพาะและช่องทางลำเลียงที่เชื่อมต่อโดยตรงกับโรงงานถงคุนเหิงหยาง หลังขนถ่ายวัตถุดิบขึ้นจากเรือแล้ว สินค้าจะถูกลำเลียงเข้าสู่โรงงานโดยตรงผ่านระบบสายพานลำเลียง
อวี๋ เจี้ยนเฉียง ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของถงคุนเหิงหยาง กล่าวว่า “เพียงมาตรการนี้มาตรการเดียวก็ช่วยประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์ได้หลายสิบล้านหยวนต่อปี”
การเข้ามาของบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมต้นน้ำช่วยวางรากฐานและเติมเต็มห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน แบรนด์สินค้าในอุตสาหกรรมปลายน้ำก็เติบโตตามไปด้วย เมื่อข้อจำกัดด้านวัตถุดิบคลี่คลาย อุตสาหกรรมสินค้าสำเร็จรูปของซู่เชียนก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แบรนด์เสื้อผ้าและสิ่งทอสำหรับใช้ในบ้านหลายแห่งต่างได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเมืองอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งใหม่นี้
ที่นิคมอุตสาหกรรมวัสดุใหม่เซิ่งหง (ซู่เชียน) มีขวดพลาสติกใช้แล้วถึง 25 ล้านขวดถูกนำมาแปรรูปเป็นเส้นใยรีไซเคิลในแต่ละวัน ข่ง เหวินหลง ผู้รับผิดชอบนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ เปิดเผยว่า “ผลิตภัณฑ์ของเรานอกจากส่งให้แบรนด์ระดับนานาชาติกว่า 30 แบรนด์ เช่น Adidas, Nike และ Decathlon แล้ว ยังจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการปลายน้ำในซู่เชียนเองประมาณ 80%”

พนักงานหญิงกำลังปฏิบัติงานตัดผ้าด้วยเครื่องตัดอัตโนมัติในโรงงานผลิตของบริษัทเชียนเริ่นกั่ง (ภาพ: People's Daily Online)
“อุตสาหกรรมเสื้อขนเป็ดมีความผันผวนตามฤดูกาลอย่างมาก โดยช่วงที่ต้องเร่งกำลังการผลิตจะกระจุกตัวอยู่ในระยะเวลาสั้น ๆ การมีวัตถุดิบที่มั่นคงและซัพพลายเออร์อยู่ใกล้โรงงานจึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ” จง ฉินอี้ รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเชียนเริ่นกั่ง ผู้ผลิตเสื้อขนเป็ด ซึ่งตั้งฐานการผลิตในซื่อหยางมาเป็นเวลา 20 ปี กล่าว
เขาระบุว่า ระบบสนับสนุนด้านผ้าผืนและเส้นด้ายที่ครบวงจรของซู่เชียนช่วยแก้ปัญหาการจัดซื้อวัตถุดิบจากพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน ทั้งยังช่วยสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตและยกระดับคุณภาพของแบรนด์
หวัง เจา สมาชิกคณะกรรมการพรรคประจำสำนักงานอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเมืองซู่เชียน กล่าวว่า “ปัจจุบัน การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมไม่ได้อาศัยเพียงสิทธิประโยชน์ด้านที่ดินและภาษีเหมือนในอดีตอีกต่อไป ระบบโลจิสติกส์ที่มีต้นทุนต่ำและประสิทธิภาพสูงของซู่เชียนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกที่ตั้งโรงงาน”
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ต้นทุนการขนส่งทางน้ำต่ำกว่าการขนส่งทางถนนเกือบ 40% สำหรับอุตสาหกรรมเส้นใยเคมีและโพลีเอสเตอร์ ความได้เปรียบด้านต้นทุนโลจิสติกส์จึงเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันที่ไม่อาจทดแทนได้ง่าย
หวังเจา มองว่า ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งทอซู่เชียนยังอยู่ที่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การเปลี่ยนน้ำมันให้เป็นเส้นใย การปั่นเส้นใยให้เป็นผืนผ้า ไปจนถึงการตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า ทุกขั้นตอนสามารถดำเนินการได้ภายในซู่เชียน โดยมีการเติมเต็มจุดอ่อนในอุตสาหกรรมต้นน้ำ เสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่การผลิตระดับกลาง และขยายตลาดในอุตสาหกรรมปลายน้ำ จนเกิดเป็นระบบอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนและเติบโตไปด้วยกัน
จากจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมสิ่งทอในปี 1960 สู่การลงทุนครั้งสำคัญของยักษ์ใหญ่รายแรกในปี 2007 และการก่อตัวเป็นอุตสาหกรรมมูลค่ากว่าแสนล้านหยวนในปัจจุบัน เมืองอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งใหม่ของเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีที่มีห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจรและกลุ่มผู้ประกอบการที่แข็งแกร่ง กำลังผงาดขึ้นในซู่เชียนอย่างต่อเนื่อง
(ผู้สื่อข่าว People's Daily Online จ้าว เติงเหยียน)
(บรรณาธิการ: จาง ซิน, อู๋ จี้พาน)
ที่มา People's Daily Online



ความคิดเห็น